ประวัติสถาบันวิจัยและพัฒนา
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มีประวัติความเป็นมาที่สลับซับซ้อน พอสมควร มีความเปลี่ยนแปลงภายใต้พระราชบัญญัติ ถึง 6 ฉบับ จึงขอสรุปประวัติความเป็นมาของสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นช่วงๆ ตามพระราชบัญญัติ คือ
1. ช่วงพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พุทธศักราช 2518-2526 ตาม พ.ร.บ. วิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 ได้กำหนดให้มีแผนกบริการการศึกษา อยู่ในสังกัดของสำนักงานอธิการบดี มีการบริหารงาน ในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วย หัวหน้าแผนก รองหัวหน้าแผนก กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการทุกคนมาทำงานด้วยความสมัครใจ กำหนดบทบาทหน้าที่บริการวิชาการแก่ชุมชน โดยงานบริการวิชาการ ในช่วงนั้นเน้นการอบรมทักษะการสอนและการสร้างสื่อให้แก่ครู สังกัดกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่เป้าหมายมีการแบ่งกันดูแลรับผิดชอบในสหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ ในส่วนของจันทรเกษมได้รับมอบหมายให้ดูแล 8 เขต คือ มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง พระโขนง บางกะปิ พญาไท ห้วยขวาง บางเขน ให้การอบรมวิชาทั่วไปแก่ครู เช่น เทคนิคการสอนและการสร้างสื่อคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ สถานที่อบรมใช้สถานที่ของเขต หรือโรงเรียนตามความเหมาะสมเป็นศูนย์กลางการอบรม จนถึงปี พ.ศ. 2521 มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรประถมศึกษา วิทยาลัยครูจันทรเกษมได้เลือกโรงเรียนวัดปลูกศรัทธา เขตลาดกระบัง เป็นโรงเรียนทดลองปฏิบัติการตามหลักสูตรใหม่ แผนกบริการการศึกษาจึงได้ร่วมกับฝ่ายฝึกสอนของคณะวิชาครุศาสตร์ วิทยาลัยครูจันทรเกษม จัดโรงเรียนตัวอย่างที่โรงเรียนวัดปลูกศรัทธา และต่อมาแผนก บริการการศึกษาได้ใช้โรงเรียนวัดปลูกศรัทธาเป็นศูนย์กลางในการอบรมสัมมนาอีกหลายโครงการ รวมทั้งการอบรมวิชาชีพให้แก่แม่บ้าน และผู้สนใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น อบรมเพาะเห็ด อบรมประดิษฐ์ดอกไม้แห้งและสด ฯลฯ
ต่อมาในช่วงปลายปีพ.ศ. 2524 หัวหน้าแผนกบริการการศึกษา ได้รับตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นคือ เป็นผู้ประสานงานโครงการ อ.ค.ป.(โครงการอบรมครูประจำการ) มีที่ตั้งอยู่ ณ สำนักส่งเสริม วิชาการในปัจจุบัน ในขณะนั้นงานการรับนักศึกษาภาคค่ำอยู่ในส่วนของฝ่ายบริการการศึกษา กอปรกับคณะวิชาครุศาสตร์ต้องการห้องทำงานคืน ที่ทำงานของแผนกบริการการศึกษาจึงได้ย้ายขึ้นมา ณ ด้านขวามือของสำนักส่งเสริมวิชาการในปัจจุบัน จนถึงปี พ.ศ. 2527
พ.ศ.2527 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. วิทยาลัยครู พุทธศักราช 2518 ครั้งที่ 2 มีผลกระทบต่อ โครงสร้างของหน่วยงาน โดยเฉพาะแผนกบริการการศึกษา เปลี่ยนเป็นศูนย์ฝึกอบรมและบริการวิชาการ แต่โครงสร้างการบริหารก็ยังไม่ชัดเจนนัก จนปี พ.ศ. 2528 ศูนย์ฝึกอบรมและบริการวิชาการได้ยุบรวมกับศูนย์วิจัย เปลี่ยนเป็นศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา มีฐานะเทียบเท่าคณะวิชา มีการแบ่งงานเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. ฝ่ายวิจัยและเผยแพร่
- ฝ่ายส่งเสริมและบริการวิชาการ
- ฝ่ายฝึกอบรม
2. ช่วงพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ.2527-2534
ช่วงพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2527 – 2534 เป็นช่วงที่แผนกบริการการศึกษา เปลี่ยนเป็นศูนย์ฝึกอบรมและบริการวิชาการและเปลี่ยนมาเป็นศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา หน่วยงานอื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน บทบาทหน้าที่ในส่วนของงานโครงการอบรมครูประจำการกลับคืนสู่สำนักส่งเสริมเต็มรูปแบบ ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษาจึงได้ขอให้สถาบันจัดห้องสำนักงานให้และในที่สุดก็ได้รับอนุมัติให้อยู่อาคาร 4 ชั้น 4 ห้อง 442 (ปีกขวาบนสุด) ปัจจุบันคือ ห้องวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา ก็มีหน้าที่เพิ่มขึ้น คือต้องดูแลงานวิจัยของสถาบันอีกส่วนหนึ่ง จึงได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายหมื่นบาท แต่ยังไม่ถึงหลักแสน งบประมาณส่วนบริการการศึกษายังคงเกือบเท่าเดิม จะเพิ่มขึ้นบ้างก็เพียงเล็กน้อย และส่วนที่เพิ่มชัดเจนคือ งบประมาณด้านการวิจัย คืองบประมาณสนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย และงบประมาณการจัดอบรมให้อาจารย์ก็อยู่ในกระบวนการทำวิจัย การประมวลผล การเขียนรายงานการวิจัย ฯลฯ
สำหรับในส่วนของงานบริการการศึกษา นอกจากจะอบรมเพื่อให้ครู กทม. ได้มีทักษะการสอนเพิ่มขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้แล้ว ยังเพิ่มน้ำหนักไปที่การอบรมวิชาชีพที่กว้างขวางให้แก่ครู ประชาชน และผู้สนใจทั่วไป เช่น อบรมตัดเย็บเสื้อผ้า อบรมดัด เซทผม อบรมแกะสลัก อบรมการ ถักทอผักตบชวา อบรมการทำขนมไทย ฯลฯ
และด้วยเหตุที่สำนักงานของศูนย์วิจัยและบริการการศึกษาอยู่ถึงชั้น 4 คณะกรรมการอาจารย์ และบุคคลภายนอกที่จะมาประสานติดต่อด้วยนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงกลางวัน แต่ถ้าไม่มีนักศึกษาเรียน อาจารย์ที่ต้องนั่งทำงานในสำนักงานตามลำพัง จะไม่มีความปลอดภัย ในขณะเดียวกับที่มีการเปลี่ยนอธิการใหม่ ในปี พ.ศ.2533 มีการปรับสำนักงานรองอธิการบดีบางจุด และจากเหตุผลความไม่ปลอดภัยดังกล่าว เป็นผลให้ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา ได้รับอนุมัติให้ย้ายสำนักงานลงมายังชั้น 1 คือ ห้องประชาสัมพันธ์ปัจจุบัน ต่อมาอีกไม่นานประมาณ 1 ปี คือ พ.ศ.2534 มีการปรับสำนักงานอาคาร 4 อีกครั้ง ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา จึงได้รับอนุมัติให้ย้ายขึ้นมา ณ ที่ตั้งปัจจุบัน คือ อาคาร 4 ชั้น 2 ห้อง 426
3. ช่วงสุดท้ายของการใช้ พ.ร.บ. วิทยาลัยครู พ.ศ. 2534-2537
ช่วงที่ 3 นี้ ถือเป็นช่วงสุดท้ายของการใช้ พ.ร.บ. วิทยาลัยครู ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา ณ ที่ตั้งสำนักงานปัจจุบัน (อาคาร 4 ชั้น 2 ห้อง 426) ยังคงมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ 2 ประการคือ วิจัยและงานบริการการศึกษา ในส่วนของงานวิจัยในยุคนี้ ก็ได้มีการเน้นการอบรมสัมมนาความรู้ทางด้านการวิจัย ให้แก่อาจารย์อย่างต่อเนื่อง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยในสาขาต่างๆ มาให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งการขอรับทุนจากสถาบันเพื่อจัดสรรทุนสนับสนุนการทำวิจัยให้แก่อาจารย์ทำให้ได้รับงบประมาณมากขึ้นตามลำดับจนถึงหลักแสน มีการโน้มน้าวเชิญชวนให้อาจารย์ทำวิจัยมาโดยตลอด และที่น่ายินดี คือ ในช่วงนี้ได้มีการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนงานวิจัยหรือปัญหาพิเศษ ให้แก่นักศึกษาโดยผ่านกระบวนการอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย และมีการทำสัญญาเช่นเดียวกับงานวิจัยของอาจารย์
4. ช่วงพระราชบัญญัติ สถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538-2541
ในปี พ.ศ. 2538 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2538 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 มกราคม 2538 วิทยาลัยครูเปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏในบททั่วไป มาตรา 7 “ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครู และส่งเสริมวิทยฐานะครู”
ตาม พ.ร.บ. สถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 มีผลให้มีการปรับโครงสร้างและชื่อหน่วยงานหลายหน่วยงาน ศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา เปลี่ยนเป็น สำนักวิจัยและบริการการศึกษา แต่ยังคงมีภาระหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานสำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ถึง 2 งานอย่างเดิม คือ งานวิจัยและ งานบริการการศึกษา
สำหรับงานวิจัยอื่นๆ สำนักวิจัยฯ ได้สนับสนุนส่งเสริมให้อาจารย์ได้สร้างงานวิจัยให้มากขึ้น โดยจัดวิทยากรให้การอบรมมากขึ้น ให้ทุนสนับสนุนมากขึ้น และอำนวยความสะดวกอื่นๆ เท่าที่จะทำได้ งานบริการการศึกษา สำนักวิจัยฯ ได้รุกลงไปยังกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น เช่น โสเภณี ผู้ต้องขัง ที่ใกล้พ้นโทษ ชุมชน-แออัด โดยเฉพาะชุมชนเสือใหญ่ มีการตั้งกลุ่มซาเล้งพัฒนา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ลดและเลิกสิ่งเสพติดทั้งปวง กิจกรรมที่เป็นเครื่องมือให้เกิดการรวมกลุ่มได้แก่ งานสงกรานต์ วันน้ำทิพย์ การแข่งขันแรลลี่ซาเล้ง การอบรมอาชีพเสริมให้เกิดความเข้มแข็งแก่ครอบครัว
5. ช่วง พ.ศ.2542-2547
ในปี พ.ศ.2542 ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการในสถาบันราชภัฏ จันทรเกษม ให้แบ่งส่วนราชการเป็น 11 หน่วยงาน หนึ่งในสิบเอ็ดหน่วยงานคือ สำนักวิจัยและบริการการศึกษา เปลี่ยนเป็นสำนักวิจัยและบริการวิชาการ บทบาทภาระหน้าที่ยังคงเหมือนเดิมคือดูแลรับผิดชอบงานวิจัยและงานบริการวิชาการ
งานวิจัย ในปี พ.ศ.2541-2542 สำนักวิจัยฯ ได้รับงบประมาณอุดหนุนการทำวิจัยของอาจารย์ เป็น 7 แสนบาท ในขณะเดียวกันงบประมาณอุดหนุนงานวิจัยหรือปัญหาพิเศษของนักศึกษาก็ปรับขึ้นเป็น 500,000 บาท มีผลให้การจัดสรรทุนคล่องตัวมากขึ้น งบประมาณการจัดอบรมให้ความรู้ด้านวิจัย ตัวเลขอยู่ในระดับเดิม โดยเฉพาะในปี 2542 สำนักวิจัยฯ ได้เน้นให้อาจารย์ทำวิจัยชั้นเรียนให้มากที่สุด โดยจัดวิทยากรจากสภาวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้คำแนะนำทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน ใช้เวลา 1 ปี แต่คาบเกี่ยวระหว่างปีการศึกษา คือ 2542-2543 ส่วนของงานบริการวิชาการ งบประมาณบางส่วนถูกลดลงแต่กรอบงานยังคงเหมือนเดิม ซึ่งสำนักวิจัยฯ ก็ได้พยายามปรับลด เพื่อให้งานทุกงานที่เคยบริการให้แก่ชุมชนทุกกลุ่มเป้าหมายยังคงดำเนินไปได้
ในปี พ.ศ. 2542 สำนักวิจัยและบริการวิชาการ มีงานที่ริเริ่มอย่างโดดเด่นอีก 2 งาน คือวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ได้ริเริ่มจัดโครงการวิจัยราชภัฏพัฒนาท้องถิ่นขึ้น ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยเชิญสถาบันราชภัฏทั่วประเทศส่งงานวิจัยเข้าแข่งขัน เสนอผลงานเฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และชิงรางวัลเข็มทองคำ นับเป็นประวัติศาสตร์ ที่สถาบันราชภัฏ ได้แสดงศักยภาพทางด้านวิจัยร่วมกัน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม เพื่อลบล้างความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่า สถาบันราชภัฏอ่อนงานวิจัย ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ผู้บริหารและผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง จึงถือเป็นการจุดประกายงานวิจัยราชภัฏให้เป็นประเพณีสืบไป
วันที่ 19 ธันวาคม 2542 สำนักวิจัยฯ ได้จัดโครงการสร้างสรรค์วันรำลึกฉลอง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 สืบเนื่องจากโครงการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์พัฒนาคลองฯ เฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2541
การจัดโครงการสร้างสรรค์วันรำลึกคลองในครั้งนี้ เน้นให้เป็นประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความผูกพันกับคลองมาแต่โบราณ เช่น ประเพณีชักพระทางน้ำ การบิณฑบาตรทางน้ำ ตลาดน้ำ การแข่งขันเรือพาย เป็นต้น ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ให้ความกรุณาเป็นประธาน ใช้บริเวณหน้าวัดบางบัวเป็นที่จัดงาน ได้รับความร่วมมือและความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
การจัดโครงการดังกล่าว เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนริมคลอง เริ่มมีความคิดและความตระหนักในความสำคัญของคลอง และร่วมมือกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทิ้งของเสีย ทุกชนิดทุกประเภทให้ถูกวิธี นับว่าได้รับความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
6. ช่วงพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2548-ปัจจุบัน
เป็นช่วงที่ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่ง ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะ รัฐมนตรีพิจารณา แล้วเสนอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ลงนามโปรดเกล้าฯ ให้สถาบันราชภัฏทุกแห่งเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2548 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2548 ทำให้โครงสร้างระบบบริหารภายในของมหาวิทยาลัยทุกแห่งเปลี่ยนไปด้วย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มีโครงสร้างภายใน 10 หน่วยงาน และสำนักวิจัยและบริการ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยงาน 1 ใน 10 หน่วยงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
|